Thursday, December 6, 2018
ศรีสุวรรณ แฉข้าราชการถางป่า 10 ไร่ ทำลาน ฮ รับ บิ๊กตู่ ขึ้นมาปลูกต้นไม้ต...
ศรีสุวรรณ แฉข้าราชการถางป่า 10 ไร่ ทำลาน ฮ.รับ บิ๊กตู่ ขึ้นมาปลูกต้นไม้ต้นเดียว
แฉถางป่า 10 ไร่ รับนายกรัฐมนตรี
ศรีสุวรรณ แฉข้าราชการถางป่า 10 ไร่ ทำลาน ฮ.รับ บิ๊กตู่ ขึ้นมาปลูกต้นไม้ต้นเดียว
แฉข้าราชการถางป่า – เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ในนามสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เรื่อง ทำไมต้องปรับเกรดที่ดินรับ ฮ.นับ 10 ไร่ที่โล่ใหญ่ชัยภูมิ เพื่อให้นายกฯมาปลูกต้นไม้เพียงต้นเดียว
โดยระบุว่า การที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.61 ไปเป็นประธานในพิธีเปิดฝาย ลำดับที่ 111 โดยทำพิธีตอกเสาเอกฝายมีชีวิต เพื่อขอขมาพระแม่ธรณี พระแม่คงคา และเจ้าป่าเจ้าเขา เพื่อให้ความชุ่มชื้นอยู่คู่กับป่าตลอดไป
จากนั้นได้เปิดระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และปลูกต้นไม้ “ต้นรวงผึ้ง” ตามโครงการ “ป่ารักษ์น้ำโล่ใหญ่ชัยภูมิ” ณ บริเวณจุดสกัดโล่ใหญ่ อุทยานแห่งชาติตาดโตน อำเภอเมืองชัยภูมิ พร้อมยิงเมล็ดพันธุ์มะค่าโมงเข้าสู่พื้นที่ป่า และเยี่ยมชมนิทรรศการเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติของจ.ชัยภูมิ การจัดการสัตว์ป่า และการจัดการไฟป่า ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ
แต่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ย้อนแย้งที่ไม่น่าใช้เป็นเยี่ยงอย่างของระบบราชการและการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะ คือ การเดินทางไปปลูกป่าครั้งนี้ข้าราชการในพื้นที่ได้มีการนำรถแทรกเตอร์มาเกรดพื้นที่ดิน ปรับพื้นที่ทำลายต้นไม้ต่าง ๆ เป็นวงกว้างนับ 10 ไร่เพื่อรองรับเฮลิคอปเตอร์ของนายกรัฐมนตรีที่จะลงมาจอด
“เพียงเพื่อมาปลูกต้นไม้ต้นเดียว” แต่ต้องไปทำลายต้นไม้ที่กำลังเติบโตตามธรรมชาตินับพันต้น เป็นการเหมาะสมแล้วหรือ ?
การที่นายกรัฐมนตรีได้ปราศรัยโดยฝากให้ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง และขอให้มีการรวมตัวของชุมชนในการช่วยกันดูแลรักษาป่าและใช้ประโยชน์จากป่าอย่างรู้คุณค่า พึ่งพาอาศัยกัน เพื่อสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาในด้านอื่น ๆ ซึ่งจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพราะเมื่อมีป่าที่สมบูรณ์ มีน้ำที่สมดุล ก็จะมีชีวิตที่มีความสุขนั้น
แต่สิ่งที่ปรากฎขึ้นจริงกับคำพูดนายกฯ กลับเป็นข้อครหาของชาวบ้านอย่างมาก ชี้ให้เห็นว่าระบบราชการโดยเฉพาะในกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังคงมีพฤติการณ์เอาใจนาย โดยไม่สนใจวัตถุประสงค์โครงการ “ป่ารักษ์น้ำโล่ใหญ่ชัยภูมิ” นั้นคืออะไร....
หมู-ดิลกเผยชีวิตผกผัน จากพระเอกสุดฮอตสู่คนขายประกัน มีเงินติดตัว 27 บาท
หมู-ดิลก เปิดใจชีวิตผกผัน จากพระเอกสุดฮ็อต สู่คนขายประกัน หมดบ้าน หมดรถ พีคสุดเหลือเงินติดตัว 27 บาท
นักแสดงรุ่นใหญ่ ผู้ได้ฉายา อ.ทุกสถาบัน อย่าง หมู-ดิลก ทองวัฒนา ที่ล่าสุด อาหมูได้มาเปิดใจ ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง ONE31 มี พีเค-ปิยะวัฒน์ และชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกร
หมู-ดิลก
คุณอาจำได้มั้ยว่าเป็นพ่อใครมาแล้วบ้าง?
หมู “เอาแบบคนที่ไม่เคยเป็นลูกดีกว่า น่าจะมี ณเดชน์ นอกนั้นน่าจะเคยเป็นหมดแล้ว
ช่วงนี้ฮอตมาก คิวแน่นขนาดไหน?
หมู “ก็ทำงาน 7 วัน ถ่ายละครหมดเลย ประมาณ 5 เรื่อง เรื่องการแบ่งคาแร็กเตอร์ก็เริ่มตั้งแต่เราอ่านบท ก็เปรียบเหมือนเราแบ่งสีของตัวละคร”
ณ ตอนนี้ความเป็นพ่อฮอตกว่าตอนเป็นพระเอก จริงหรือเปล่า?
หมู “ถ้าในแง่ของปริมาณงานน่าจะมากกว่า เพราะพระเอกจะรับงานได้เรื่อง สองเรื่อง แต่พอมาเป็นดาราสนับสนุน มาเป็นพ่อเนี่ย มันก็ไม่ใช่เราทุกวันแล้ว เราก็สามารถซอยวันได้ ถ้าถามอันไหนดีกว่า พ่อดีกว่า”
สำหรับครอบครัว ทองวัฒนา อาเป็นคนแรกเลยใช่ไหมที่ซื้อบ้านให้ตัวเอง อันนี้จริงมั้ย?
หมู “ทองวัฒนามันมีหลายแวดวง หลายสาขา เฉพาะแวดวงแถวบ้านอาเอง ต้องบอกว่าอาอยู่บ้านเช่ามาตลอด ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง จนมาเป็นอาชีพนักแสดง ก็เก็บเงินซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ตอนนั้นเป็นเรือนหอใช้ชีวิตแต่งงานครั้งแรก”
ตอนนั้นแต่งงานช่วงไหน?
หมู “เป็นพระเอกได้สัก 4-5 ปี ก็แต่งได้ 7 ปี ซึ่งชีวิตคู่ไม่จำเป็นต้องยึดว่าเขาต้องเป็นของเรา วันหนึ่งเขามีสิทธิ์ที่จะเดินออกไปจากชีวิตได้ แต่การเดินออกไปจากชีวิตคู่ของอาเนี่ยมันก็มีคนหนึ่งที่ต้องเจ็บปวด ซึ่งในช่วงนั้นรู้สึกว่าอาเป็นคนเจ็บ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนแต่งงาน อาก็เดิมพันต้นทุนของชีวิตอาไปให้หมด”
ทั้งหมดที่อาเก็บสะสมมา ตอนที่แยกกัน อายกให้เขาหมด?
หมู “ใช่ครับ ตอนหลังพอมันจบลงด้วยการหย่าร้าง เนื่องจากไม่ได้ตกลงกันก่อน มันก็ต้องมีคนหนึ่งที่บอกว่า โอเคไม่ได้รับอะไร ซึ่งอาเป็นคนไม่ได้รับอะไรตรงนั้น”
แสดงว่าตอนนั้นอาไม่มีอะไรติดตัวเลย?
หมู “ใช่ครับ ก็ต้องเดินออกมาแบบนั้น คือทุกอย่างตอนนั้นมันเป็นสินเดิม อายกให้เป็นสินเดิมก่อน อาไม่มีสินสมรส ซึ่งมันก็ไม่สมดุลกับชีวิตในเวลานั้น ชีวิตพระเอกเนี่ย การมีชื่อเสียง การอยู่ในวงการเนี่ย ไปที่ไหนคนก็รู้จัก คนจำได้ มันก็มีความสุขดี ถ้ามีเงินในกระเป๋า แต่ถ้าความไม่สมดุลเกิดขึ้น คือเงินไม่มี แต่ความดังยังเกิดขึ้นอยู่ชีวิตมีปัญหา
ตอนนั้นคุณอาเลือกใช้เส้นทางไหน เริ่มต้นชีวิตใหม่ยังไง?
หมู “ถ้าเราตั้งสติให้กับตัวเองได้ เรายอมแพ้ซะ ยอมแพ้ก็คือสถานการณ์เป็นแบบนั้นจะเอาชนะมันหรอ คนสองคนมาอยู่ด้วยกัน อีกคนหนึ่งไม่อยู่ จะเอาชนะ จะให้เขาอยู่หรอ ซึ่งตอนที่แยกทางกันก็ไม่มีใครรู้ มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูด เป็นเรื่องที่อาไม่อยากบอก ไม่อยากให้ใครมานั่งตีความหมายในชีวิตเรา....
ตอนนั้นคุณอาใช้ชีวิตยังไง บ้านก็ไม่มี รถก็ไม่มี เงินติดตัวน้อยมาก?
หมู “ชีวิตเหมือนไม่มีทางไป แล้วก็ไม่มีความเชื่อเหลืออยู่ว่าจะกลับมายืนที่เดิมได้แล้ว การสูญเสียครั้งนั้นเป็นการสูญเสียที่เข้ามาหลายอย่าง ที่ต้องรับมือ คือ สูญเสียชีวิตคู่ สูญเสียเรื่องงาน ช่วงที่ดีที่สุดของอากำลังจะจบไป แล้วชีวิตทรัพย์สินก็มีปัญหา เงินทองก็มีปัญหา”
มีจุดท้อหนักสุดขนาดไหน?
หมู “มันหาตัวเองไม่ได้ ได้แต่โทษสิ่งแวดล้อม โทษคู่ โทษไปมันก็ไม่มีประโยชน์ ก็เลยได้จุดและได้สติ หลังจากผ่านไปปีกว่าๆ ซึ่งปีกว่าๆ ที่ผ่านไปอยู่กับน้ำตาทุ
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
loading...
No comments:
Post a Comment